หน้าต่าง...จงฝันไป
posted on 16 Sep 2005 22:45 by ayano in writingห้วงคำนึง
*****
ในมโนภาพนั้นจงมองออกไปในทุ่งกว้างที่เต็มไปด้วยสีเขียวของหญ้าอ่อน และ แซมสลับด้วยสีเหลืองของหญ้าแก่ ซึ่งมันอยู่ในดินแดนแห่งซึ่งตอนนี้คุณยังไม่รู้จัก
แต่มันเป็นเวลาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ในการค่อยๆหลงลืมว่าแท้จริงคุณกำลังหลับไหลไปบนเตียงนุ่มในห้องนอน
และ เมื่อเวลาเล็กน้อยตรงนั้นสิ้นสุดลงคุณก็จะกลืนกินความคำนึง ให้กลายเป็นว่าคุณเป็นคนผู้หนึ่งที่อาศัยอยู่บริเวณนั้นมานานแสนนาน
.
ตอนนี้---ตามบทบาทที่คุณได้รับ คุณกำลังใช้เวลาว่างที่เหลือในชีวิตนั่งบนเก้าอี้โยกตัวโปรดแล้วมองออกนอกหน้าต่าง
ผิวหนังเหี่ยวย่นที่หลังมือ ที่ใบหน้าและทั่วตัว บ่งบอกว่าคุณกำลังชรา ชราอย่างมาก ชีวิตที่เหลืออยู่ในตอนนี้ได้ลดน้อยลงทุกที ทุกอย่างที่เคยดำเนินไปเรื่อยๆอย่างไม่รีบร้อนพลันจะสั้นลงทุกขณะ
---- ในเวลาที่ลมหายใจของคุณอ่อนลงเพราะเหตุผลด้านอายุขัย คุณคิดว่านี่เป็นคงครั้งสุดท้าย ที่จะได้ทำสิ่ง ปรารถนาสุดท้าย
ดังนั้น
คุณเลยจงใจมองไปยังขอบฟ้าที่ไม่เคยสนใจตลอดระยะเวลาของชีวิตที่มีโอกาสมานั่งอยู่ตรงนี้
แต่ทว่าเมื่อเงยหน้าให้เห็นไกลออกไป ภาพเบื้องหน้าก็พลันพร่ามัว สายตาสีเทาฝ้าฟางคงจะเป็นปัญหาใหญ่
มันสายเกินไปที่คุณจะทอดสายตาให้ไกลออกไปอีกนิด
ช่างน่าเสียดายที่คุณไม่เคยมองที่ขอบฟ้า.ไม่เคยเกิดฝันเฟื่องไปพิจารณาว่าถัดจากนั้นไปคืออะไร
ตลอดเวลาที่ยังเยาว์วัยกว่านี้นับหลายเท่า การมองขอบฟ้าก็เหมือนเรื่องของคนไร้สาระที่ชีวิตไร้ค่า ไร้สำนึก
หากแต่เวลานี้เมื่อคุณอยาก---คุณก็กลับไม่ได้
ช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย คุณคิด ความเศร้าโศกเริ่มโจมตีทีละน้อย
มันราวกับว่าได้เหน็ดเหนื่อยมาทั้งชีวิตเพื่อให้มีเวลาเหลือมาทำสิ่งนี้ แต่ไม่ได้อะไรกลับมา
อยากจะวอนร้องต่อผู้เป็นเจ้าเหนือชีวิตทั้งหลาย ด้วยบทเพลงสุดท้ายแห่งลมหายใจ
วอนขอให้ได้สมความปรารถนาที่อยู่ ณ ห้วงลึก
ก่อนที่ชีวิตนี้จะสูญสลาย
และแล้วบทเพลงก็จะนำมาให้ทันใดนั้นเกิดแสงสว่างในความคิดซ้อนทับอีกที ดูดกลืนคุณให้ล่องลอยไป ห่างออกจะหน้าต่างบานนั้น ข้ามทุ่งหญ้าไปสู่ขอบฟ้า ทิ้งบางอย่างซึ่งตอนนี้ไม่สำคัญอีกต่อไปไว้เบื้องหลัง ราวกับผีเสื้อที่ออกจากคราบ
แล้วลงท้ายที่สุด คุณก็ไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้เห็น
ตรงสุดขอบฟ้าที่รอคอย.แต่ว่าไม่มีหรอกขอบฟ้า ยิ่งลอยไปให้ไกลเท่าไร ขอบฟ้าก็ยิ่งไกลขึ้นอ่อนใจเกินกว่าจะไขว่ได้อีก
จุดที่คิดว่าไกลที่สุด มีเพียงรถไฟที่แล่นมาเร็วด้วยเสียง ฉึกฉักๆ
คุณมองโดยไม่รำพึงคำใดๆ ผู้คนหลากหลายมองได้จากหน้าต่างรถไฟบานกระจ่างใส ผู้คนกำลังโดยสารมันมา และบางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้นช่วงเวลาที่คืบคลานมา แล้วจึงผ่านไป
คุณอาจจะแปลกใจไม่ได้รู้สึกเสียใจเลย แต่ตอนนี้ไอสีทองที่ราวกับจะสัมผัสได้พวยพุ่งออกจากปากปล่องหัวรถจักร
แม้ร่างของคุณจะโปร่งใสเหมือนไม่มีอยู่จริง แม้จะล่องลอยไปพร้อมกับรถไฟตามสายลม แต่ชวนให้ก็ตื้นตันจนหัวใจพองโตราวกับปริแตกออก มันกลายเป็นฝนที่ชุ่มช่ำ หลั่งรดลงไปยังดวงวิญญาณที่ถูกปลดออกจากพันธนาการแห่งชีวิตมันราวกับจะเป็นอย่างนั้นไปชั่วนิจนิรันดร์.
..........................
Chobits There's nobody in town Time : 2:27 |
edit @ 2005/09/21 16:19:26
edit @ 2006/07/25 17:56:57








