writing

Short Story :: The Moderator

posted on 14 Sep 2009 00:56 by ayano  in writing

 

 

 

 

 

The Moderator

-Jasmine Lala-

 

 

ชู่ว….

….

..

            .

ชู่ววว

..

.

ผมส่งเสียงครั้งที่สอง

 

นั่นเป็นเสียงกระซิบ...ไม่ใช่กับใคร...ไม่ใช่กับตัวเอง...ไม่ใช่กับอะไรทั้งนั้น....

ไม่รู้สิ...ผมเพียงอยากจะส่งเสียงเพื่อให้แน่ใจว่าฟันหน้ายังอยู่ครบ

 

ตัวผมไม่ใช่ชายหนุ่ม ไม่ใช่ชายวัยกลางคน ไม่ใช่ชายชรา ผมเป็นบางสิ่ง หรือบางอย่างที่อยู่มานาน เกินกว่ามนุษย์ใดในยุคก่อนจะจินตนาการได้ สิ่งที่โดยทางทฤษฎีเรียกว่าร่างกายของผมถูกหล่อด้วยของเหลวชนิดพิเศษตั้งแต่หัวจรดเท้า บรรจุไว้ในโหลแก้วขนาดใหญ่ เรียงอัดแน่นอยู่ในห้องใต้ดินซึ่งอยู่ลึกลงไปใต้ผิวโลกเป็นพันๆเมตรร่วมกับเพื่อนมนุษย์อีกหมื่นแสน ไม่เคลื่อนไหว ไม่บุบสลาย ไม่แก่เฒ่า

 

มันดูราวกับเป็นการถนอมอาหาร หรือ อาจจะดูเหมือนการรวมตัวกันของซากวิทยาการอันเกินเลย ผิดเพี้ยน แต่สำหรับผม และมวลมนุษยชาตินี่คือวิถีชีวิต

 

 

 

ทอดมองไปนอกโดมกระจก...ณ ตอนนี้ จะเห็นไอหมอกเคลื่อนตัวบนผิวโลก หนาทึบและเต็มไปด้วยก๊าซซัลเฟอร์ และคาร์บอนมอนออกไซด์ แม้จะมีออกซิเจนและโฮโดรเจน แต่ก็ไม่เพียงพอสำหรับมนุษย์ หรือแม้แต่จุลชีพใดๆ

 

แต่ทว่าความ"ตะแบง"และความดื้อดึงจนถึงที่สุดของมนุษย์ก็ทำให้วิถีการดำรงชีวิตที่พิลึกพิลั่นที่สุดในประวัติศาสตร์ของโลกมนุษย์

 

ถ้าสิ่งที่ท่านกำลังเห็นเป็นเพียงโดมแก้วสีขาว ลอยเด่นอยู่กลางกลุ่มหมอกบนดาวเคราะห์เวิ้งว้างว่างเปล่า นั่นแสดงว่าท่านยังไม่มีประสิทธิภาพพอที่จะมองเห็นถึงอีกด้านหนึ่ง เช่นเดียวกับยามที่ท่านมองกล่องลูกบากศ์ ท่านจะสามารถเห็นด้านต่างๆพร้อมกันได้ไม่เกินสามด้าน การมองเห็นพร้อมกันทั้งหกด้านย่อมเป็นสิ่งที่เกิดความสามารถและความเข้าใจ

 

ณ อีกด้านหนึ่ง ซึ่งผมอยากจะอธิบายให้ท่านที่เป็นมนุษย์ยุคเก่าหัวช้าเข้าใจได้ง่ายๆ ก็คือโลกของจิต เป็นโลกที่แม้จะแตกต่างจากโลกที่แท้จริงไปบ้างในแง่ของความสมจริงสมจัง แต่ส่วนใหญ่ก็มีความคล้ายคลึงกัน และผกผันไปตามความต้องการของมนุษย์

 

ถึงแม้ว่าเราจะไม่มีร่างสำหรับการดำรงชีวิต ดื่มกิน หรือสืบพันธุ์ มนุษย์ในยุคนี้ก็ยังมีดวงจิตที่สามารถท่องไปยังที่ใดๆก็ได้ในเครือข่ายไร้สายที่โยงใยกัน  แล้วด้วยพลังแห่งจิตนั้นพวกเรายังสามารถอยู่ในรูปใดก็ได้ จะงดงามหรือน่าเกลียด เคลื่อนที่จากประเทศหนึ่ง ไปอีกประเทศหนึ่งเร็วตามแต่ใจนึกคิด หรือ ปลงสังเวชตนเองจนลบตัวเองกออกไปจากระบบเสียเลยก็เห็นกันมานักต่อนัก พลังจิตของเราซึ่งอยู่ในรูปของคลื่นพลังงานล้วนสัมพันธ์กับการสร้างชุดโปรแกรมเพื่อจำลองวิถีชีวิตตามรูปแบบดั้งเดิมของมนุษย์ เพื่อที่จะไม่ให้หลงลืมในยามที่เราสามารถหวนกลับไปใช้ชีวิตบนผิวโลกได้

 

แรกเริ่มเดิมที ซึ่งอาจเป็นพันปีมาแล้วกระมัง เรามีเพียงบ้าน โรงพยาบาล ธนาคาร และห้องสมุด

ไม่มีพื้นที่เพาะปลูก เพราะการดื่มกินเป็นเรื่องเกิดความจำเป็นเมื่อร่างกายเราถูกหล่อเลี้ยงในโหลยักษ์ให้อิ่มหนำสำราญอยู่แล้ว ทว่าตอนนี้เรามี โรงยิม สนามกีฬา แหล่งบันเทิง สวนสาธารณะ แกลเลอร์รี่ คาสิโน คุก ภูมิประเทศอันหลากหลาย และอื่นๆอีกนับหมื่นแสน โลกเสมือนของเราซับซ้อนขึ้นทุกที แม้ว่าในบางครั้งเราจะพยายามสรรค์สร้างให้ต่างออกไปจากของจริงเพื่อพิสูจน์ความศิวิไลซ์ของมนุษย์ และเป็นการเอาชนะธรรมชาติ แต่ที่สุดแล้วโลกของจิตที่เราสร้างก็หน้าตาเหมือนโลกตามธรรมชาติอยู่ดี

 

ข้อดีของโลกเสมือนก็คือ เราสามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงมันได้ตลอดเวลา  และในที่สุดเราก็จะได้เข้าใกล้สิ่งที่เรียกว่า ยูโทเปีย เสียที

 

 

ณ ตอนนี้ผมยืนอยู่บนยอดหอคอยที่มีชื่อเรียกว่าหอคอยงาช้าง เป็นจุดที่สามารถสลับขั้วจิตออกไปมองโลกแห่งความเป็นจริงได้ อยู่กลางยูโทเปียที่เจ็ด เป็นเมืองที่ทันสมัยที่สุดของโลก เป็นเมืองที่ได้รับการพัฒนาขึ้นโดยสถาปนิกที่มีพลังจิตและมันสมองเป็นเลิศ คนที่นี่พูดจาไพเราะ พยายามโกหกให้น้อยที่สุด เนื้อตัวก็สะอาดอยู่เสมอ แต่มันก็น่าขำอยู่ในที หากจะพูดเพราะตลอดเวลา ความจริงใจมันก็หายไปเสียครึ่งหนึ่งแล้ว ยิ่งเวลาสบถ หรืออุทานอย่างหยาบคายไม่ได้ สรุปแล้วมนุษย์ในเมืองนี้ก็ไม่ต่างจากมนุษย์โบราณสักเท่าใด

 

บนยอดหอคอยงาช้างไม่ค่อยมีคน ประชากรส่วนใหญ่ชอบอยู่ตรงชั้นกลางๆและจัดงานปาร์ตี้ คนเรามักหนีห่างจากความเป็นจริงที่ชวนเจ็บปวด ผมมาที่นี่ไม่บ่อยนัก อันที่จริงผมก็ไม่ได้ต่างจากพวกเขา ผมแต่งตัวดี หน้าตาหล่อเหลา กายมีกลิ่นหอมและใช้ชีวิตฟุ้งเฟ้อ บ้าบอ ผมเคยย้ายจิตลงไปสำรวจชั้นใต้ผิวโลก เพื่อสำรวจร่างในโหล และสำนึกว่าจริงๆแล้วเรานี่ช่างหน้าตาทุเรศเหลือใจ ผมไม่ได้ลงไปอีกเลย จนกระทั่งบัดนี้

 

แสงอาทิตย์ยามบ่ายทอดลงบนกลุ่มหมอกควันข้างนอกนั่น เงาของผมทอดยาวลงบนพื้น ผู้สร้างโลกนี้ช่างคิดจริงหนอ ที่ยังไม่ลืมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างแสงและเงา หรืออาจเป็นเพราะนั่นคือจุดแรกเริ่มของสรรพสิ่ง...แสง และ เงา...

 

ภาพโฮโลแกรมของชายอีกคนหนึ่งค่อยๆปรากฏขึ้นข้างกายผม เหมือนว่าเขาจะย้ายจิตมาอย่างฉับพลัน เงาของเขาทอดยาวเคียงข้างเงาของผม

 

สวัสดียามบ่ายเขากล่าว มือหนึ่งถือแก้วไวน์แดงส่งกลิ่นแบบของมึนเมา แต่ใบหน้าอ่อนเยาว์นั้นยังหล่อเหลา

 

สวัสดีผมกล่าวตอบ จำได้ว่าเคยเจอเขาครั้งหนึ่งในงานปาร์ตี้ เป็นคนประเภทชอบสังคม ดื่มหนัก และจะเสพแต่เหล้าที่มีฟังชั่นทำให้มึนเมาอยู่เสมอ

 

กำลังมองโลกของเราอยู่หรือ

 

ด้วยความเวทนาผมยิ้มตรงมุมปาก

 

บางครั้งมันก็ดูสวยดีนะ

 

ผมเชิดคางขึ้นอย่างสุภาพบุรุษผู้เปี่ยมด้วยศักดิ์ศรี มองควันพิษพวกนั้นกับซากอารยธรรมที่โผล่พ้นม่านหมอกขึ้นมาเป็นหย่อมๆสีดำแล้วเงียบไปครู่หนึ่ง

 

นั่นสินะ ความงดงามนั้นแล้วแต่คนมอง

 

เขายักไหล่ราวกับไม่ใส่ใจ และชักชวนไปสนุกด้วยกันหน่อยเถอะ การเหม่อมองโลกที่สุญสิ้นไปแล้วมันช่างน่าเศร้า

 

ผมหัวเราะพวกเรายังมีชีวิตอยู่ต่อได้อีกเป็นพันปี ขอผมอยู่ตรงนี้อีกสักพัก

 

ใบหน้าของชายผู้ชื่นชอบของมึนเมาไม่มีรอยยิ้ม เขาเม้มปากแน่น บางทีการอยู่เยี่ยงเทวดาเป็นเวลานานๆก็ทำให้เราอึดอัดใจยามที่บางสิ่งไม่เป็นดังประสงค์

 

เขายกมือที่อถือแก้วไวน์ขึ้นผายออกตรงหน้า ราวกับจิตรกรที่กำลังวาดภาพ นี่แน่ะ คุณ เคยรู้มาก่อนมั้ยว่าคุณก็สามารถสร้างเมืองของคุณเองได้ด้วยจิต และหากเชี่ยวชาญพอก็สามารถสร้างมิติอื่นขึ้นมาได้ ที่ๆคุณอาจได้เป็นราชา หรือเป็นราชา เป็นแม้กระทั่งเป็นพระเจ้า ลองนึกถึงตัวเองตอนที่ได้ยืนค้ำหัวคนอื่นๆดูสิเขาหลับตาลงเพื่อซึมซับจิตนาการนั้นไว้ทั้งหมด คงรู้สึกดีพิลึก

 

ทราบอยู่ผมหัวเราะอีกครั้ง แต่ผมคงไม่เก่งกาจพอ อีกอย่าง การสร้างมิติขึ้นมาใหม่นั้นเป็นสิ่งต้องห้ามอย่างแน่นอน

 

หากไม่มีใครรู้ก็ไม่ผิด นั่นคือคติของผมเขาพูดอย่างคะนองด้วยพลังแห่งวัยหนุ่มสาว

 

ผมนิ่งเงียบไม่พูดอะไร แต่เขาก็คิดไปว่าผมกำลังตั้งใจฟัง

 

บางทียูโทเปียก็ไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด แม้ใครจะว่าดีที่สุดแต่ลึกๆในใจบางคนก็มักจะคิดว่าขาดอะไรบางอย่างไป

อย่างน้อยชายผู้นี้ดูเหมือนจะยังเชื่อมต่อกับโลกแห่งความเป็นจริงอยู่บ้าง

 

ผมเอ่ย เท่าที่รู้มา... เรามีเมืองที่ชื่อยูโทเปียมาเจ็ดแห่งแล้ว นับแต่แรกสร้างโลกของจิต สร้างขึ้นใหม่ ซ้ำแล้วซ้ำเลาถูกต้องแล้ว ไม่มียูโทเปียใดดีพอ

 

ผมอยากสร้างเมือง หรือบางทีอาจจะมิติ คุณล่ะ...เคยฝันถึงมันบ้างไหม

 

ผมยิ้มน้อยๆ ตอบอย่างคมคายมีใครเล่าที่ไม่เคย โลกของตนเองที่ตนเองเป็นดังพระเจ้า มันช่างหวานหอม

 

เราเงียบกันไป คู่สนทนาที่ปรากฏกายขึ้นอย่างปริศนาเหม่อมองออกไปนอกโดม เขากระทำเช่นนั้นอยู่นานโดยที่คิดอะไรอยู่ก็มิอาจทราบได้ ผมก้มลงมองนาฬิกาพกแบบอนาลอกซึ่งเป็นสไตล์ของผมและเห็นว่าสมควรแก่เวลาแล้ว ผมจึงกล่าวลาสั้นๆ และหายไปจากที่ตรงนั้น ปล่อยให้เหลือเพียงเงาๆเดียวที่ทาบทับพื้นพรม

 

 

 

พระอาทิตย์สีแดงก่ำกำลังจะลับขอบฟ้าที่เต็มไปด้วยพรมสีขาวขุ่น ไอก๊าซพวยพุ่งขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศแล้วตกลงสู่พื้นโลก พร้อมกันนั้น ไอลูกใหม่ก็โผโผนขึ้นไปแตกกระเซ็นในอากาศ แสงยามค่ำจากดาวฤกษ์ที่แก่ชราได้ย้อมกลุ่มก๊าซดูร้อนรุ่มราวเปลวไฟ โลกสีแดงฉานแลดูเหมือนนรกที่พลุ้งพล่าน และนั่นก็เป็นตอนที่ชายคนเดียวกับเมื่อหลายวันก่อนปรากฏตัวขึ้นข้างๆผม

 

สวัสดียามเย็นผมกล่าว

 

สวัสดีท่านสุภาพบุรุษเขากล่าวตอบ วันนี้เขาไม่ได้ถือแก้วไวน์ แต่กลับถือเครื่องบินกระดาษมาลำหนึ่ง

 

ผมจำไม่ได้แล้วว่าคราวที่แล้วเราสนทนากันถึงเรื่องใด อาจะเป็นเรื่องความจริงของยูโทเปียกระมัง

 

เนื้อหาเกี่ยวกับความจริงที่ว่าเราไม่มีทางไปถึง ถูกต้องแล้ว

 

กระผมขอแย้ง

 

ผมขมวดคิ้วท่านจะแย้งว่าอย่างไรหรือ

 

เขายืนตรงแหนวอย่างวาทยากร ยื่นเครื่องบินกระดาษออกมาข้างหน้าแล้วสะบัดคลี่ออกเหมือนผ้าเช็ดหน้าที่พรมน้ำหอม ผมมีสีหน้าเครียดขมึงขึ้นมาเมื่อเสียงกรอบแกรบและรูปทรงของมันทำให้ผมรำลึกถึงความทรงจำน่าเจ็บปวด

 

รหัสนี้คือช่องทางไปสู่ดินแดนที่มิได้ถูกเรียกว่ายูโทเปีย ทว่าถูกเรียกว่าดินแดนอันเป็นนิรันดร์ เป็นยูโทเปียหมายเลขศูนย์ กล่าวกันว่าสมบูรณ์ที่สุดเขาชูรหัสตัวเลขสี่หลักซึ่งเขียนหวัดๆอยู่บนกระดาษซึ่งเต็มไปด้วยรอยพับ

 

จริงหรือผมเอ่ยเรียบๆ รหัสนั้นเป็นตำนานเล่าขานต่อๆกันมา คนส่วนใหญ่ที่ไปไม่มีใครกลับมาเล่าให้ฟังว่าที่นั่นเป็นอย่างไร

 

คุณมีคนรักอยู่รึเปล่าเขาถาม

 

ครั้งหนึ่งเคยมี แต่แม้จะจากกัน เธอยังคงอยู่ในความทรงจำ บางคราวก็ทรมาน บางคราวก็อบอุ่นหัวใจ

 

ผมมีคนรัก เราจะไปด้วยกัน จะไปเริ่มต้นชีวิตใหม่กันที่นั่นชายหนุ่มพูดด้วยใบหน้าชวนฝัน อันนับว่าล้ำค่ายิ่งนัก สำหรับคนที่ผมดไฟไปแล้วเช่นผม

 

ผมกดกลั้นคำพูดและมองเขาด้วยสายตาเศร้าสร้อย เอ่ยตอบไปอย่างสั้นๆ และเรียบง่าย

 

หากนั่นคือสิ่งที่ท่านปรารถนา ขอให้ท่านโชคดี

 

 


 

 

หลังจากนั้นผมก็ไม่ได้พบเขาผู้นั้นอีก ชายผู้นั้นหายสาบสูญไป เป็นเวลานานหลายสิบปีกว่าที่ผมจะกลับมายืนอยู่บนยอดหอคอยงาช้าง และเขาปรากฏกายขึ้นมาอีกครั้ง

 

            คราวนี้ทัศนียภาพด้านนอกโดมกระจกเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย ผ่านหมู่เมฆหนาทึบที่ปกคลุมโลก เราเริ่มจะเห็นสีฟ้าขึ้นมาบ้างแล้ว แม้จะเป็นสีฟ้าหม่นๆก็ตาม บางคราวก็มีฝนหรือหิมะตกลงมา แต่คงใช้เวลาอีกเนิ่นนานกว่าเราจะสามารถออกไปได้

 

            เขากล่าวก่อน อย่างเคยสวัสดียามเช้า

 

                “สวัสดี

 

                “โลกของเราดูดีขึ้นมากอีกไม่นานสินะคงได้ออกไปเขาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม

 

                “อืมผมพยักหน้าตอบ สีหน้าไร้อารมณ์ วันนี้อารมณ์ของผมค่อนข้างจะขุ่นมัว จึงโพล่งใส่เขาไปอย่างร้ายกาจ คุณกลับมาเยี่ยมยูโทเปียหมายเลขเจ็ดทำไมหรือ ดินแดนอันเป็นนิรันดร์มีอะไรบกพร่องหรือ

 

                “เปล่า...ทุกอย่างเป็นไปได้สวย สมบูรณ์แบบ เพียงแต่ว่า...คำพูดนั้นหยุดชะงัก

 

                “สมบูรณ์แบบเกินไป? ต้องการจะใช้เหตุผลนั้นรึ?”

 

                “อาจจะเป็นอย่างนั้น

 

            ผมกล่าวต่อ ความสมบูรณ์มีอีกนามหนึ่งคือทางตัน เมื่อสุดทางตันแล้วก็จะไร้ซึ่งการสร้างสรรค์ แน่นอนว่าคุณจะเบื่อในเวลาไม่ช้า

 

             “เปล่าหรอก ผมไม่ได้เบื่อเขาก้มลงมองปลายรองเท้าหนัง ขัดมันปลาบ แค่มีบางอย่างขาดหายไป

            ผมเชิดคางขึ้นอย่างสุภาพบุรุษผู้มีเกียรติ เธอทิ้งคุณไปล่ะสิ

 

             “........”

 

            ช่างเป็นความคิดที่ผิดเหลือเกิน ทันทีที่กล่าวถ้อยคำอันโหดร้ายทารุณจบ ก็เกิดความเงียบอันน่าอึดอัดเป็นเวลา

ร่วมเกือบนาที เขายังไม่เงยหน้าจากรองเท้า แต่ก็สังเกตได้ว่าน้ำตาของชายผู้นั้นหยดลงบนพื้น

 

เปล่า เราแค่ไม่ได้เกิดมาเพื่อกันและกัน เป็นเพียงการตัดสินใจที่ผิดพลาด

 

ไม่มีใครเกิดมาเพื่อกันและกันหรอก พ่อหนุ่ม

 

ทันใดเขาตะโกนใส่ ไม่! เราสองคนควรจะเป็นเช่นนั้น เพียงแต่เราคาดการณ์ผิด ชายหนุ่มทรุดกายลงคุกเข่ากับพื้น ใช้กำปั้นอันปวกเปียกนั้นทุบกับพื้น ยามที่เขาเงยหน้าขึ้นมองโลกของเรา แสงอาทิตย์นั่นกระทบหยาดน้ำตาเป็นประกาย

 เธอคงออกตามหาคนที่ดีพร้อมกว่าคุณ

 

เปล่า เธอแค่ต้องการอิสระเสรี ผมผูกมัดและเรียกร้องมากเกินไปลำคอของเขาแห้งผาก แต่ผมยังยิงคำถามที่เลือดเย็น ราวกับว่าผมคือเพชฆาตที่รับหน้าที่มาสังหารชายผู้นี้

 

แล้วสรุปว่าดินแดนอันเป็นนิรันดร์มีจริงหรือไม่

ชายหนุ่มผู้น่าสงสารมองหน้าผมด้วยดวงตาอันเจ็บปวดเหลือคณาก่อนจะตอบว่า

 

ไม่...มันไม่มีอยู่จริง

 

ผมหยิบนาฬิกาพกเรือนนั้นออกมาจากกระเป๋าเสื้อนอก แล้วเปิดหน้าปัดกระจกของมันออก ทันใดนั้นชายผู้สิ้นหวังก็ค่อยๆกลายเป็นกลุ่มควันลอยเอื่อยๆกลางอากาศราวสาม วินาทีก่อนจะถูกสูบลงไปในนาฬิกา เขาได้หายไปจากสารบบของโลกมนุษย์ จะมีใครได้ยินเรื่องของเขาอีก ชายผู้ไม่เชื่อในยูโทเปีย เขาเพียงผู้เดียวเท่านั้น อดีตของผมเพียงผู้เดียวเท่านั้น

 

 

ถึงแม้ว่าความสามารถในการเล่าเรื่องของผมจะน่าเศร้า และเรื่องๆนี้ก็ช่างน่าเบื่อและไร้อรรถรสอย่างยิ่ง แต่ผมก็ไม่ลืมที่จะใส่ตอนหักมุมเข้าไปด้วย อันที่จริงแล้วบุรุษปริศนี่มักจะปรากฏกายขึ้นที่หอคอยงาช้างนั้นไม่เคยมีตัวตนอยู่จริง ไม่มีร่างอยู่ในโหลแก้ว ไม่เคยไปยูโทเปียหมายเลขศูนย์

 

แท้จริงแล้วเขาคือความผิดพลาดจากจิตใต้สำนึกของผม คล้ายกับบั๊กในโปรแกรม คล้ายกับรอยขีดบนแผ่นเสียง ชายผู้นี้กำเนิดขึ้นจากอดีตอันเจ็บปวด มีตัวตนอยู่ในมโนภาพและความคิด ประพฤติตนเยี่ยงภาพยนตร์ที่ชายวนไปมา ตัวผมเองนั้นแล ที่ครั้งหนึ่งเคยไปยังยูโทเปียหมายเลขศูนย์และต้องพบกับจุดจบของศรัทธาและความรัก

 

ผมตระหนักว่ายูโทเปียมิได้สมบูรณ์แบบในยามที่ใจของเรายังถวิลหาคนอีกคนเพื่อคอยเติมเต็ม ดวงใจที่เปี่ยมด้วยกิเลส และความเห็นแก่ตัว หลังจากกลับมาจากยูโทเปียหมายเลขศูนย์เพียงลำพัง ผมก็เริ่มต้นสร้างยูโทเปียขึ้นมาใหม่ ครั้งแล้วครั้งเล่า ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ให้กับมวลมนุษยชาติพลางร่ำไห้อยู่ภายใน โดยไม่กล้าป่าวประกาศให้ใครรู้ว่าผมทราบอยู่เต็มอกว่าโลกนั้นไม่มีวันกลับมาเป็นดังเดิม และพวกเราก็ต้องอยู่ในโหลจอมปลอมนี้ตราบดวงอาทิตย์อันเก่าแก่และจักรวาลผู้แสนชราจะสิ้นแสงของมัน คิดได้เช่นนั้นแล้ว ตัวของผมก็ค่อยๆเลือนหายไป...fin

 

            

   


 

 

ค่อนข้างยาวทีเดียว ขอขอบคุณทุกท่านที่อุตส่าห์อ่านมาจนถึงตรงนี้ค่ะ...