writing

ตำนานรักไร้เหตุผล: กาลครั้งหนึ่ง กับเจ้าหญิงกุหลาบแดง

 

 

กาลครั้งหนึ่งเมื่อใดก็มิอาจทราบได้

 

 

ผืนดินแห่ง แอสคาน แตกระแหงจนแทบจะเป็นผุยผง

เจ้าหญิงมีอาประทับยืนบนหอคอยปราสาท ทอดดวงเนตรสีน้ำทะเลลึกล้ำไปยังแผ่นดินเกิดของพระองค์ ใบหน้าที่สวยงามกว่านางใดๆในโลกเรียบเฉย ยากนักที่จะเดาใจว่าเจ้าหญิงองค์นี้กำลังคิดอะไรอยู่

 

ทั้งที่แผ่นดินนี้เคยเต็มไปด้วยความชุ่มชื้นในสมัยพระบิดาของนาง แต่เมื่อเจ้าหญิงมีอาขึ้นครองราชย์ได้มินาน แผ่นดินนี้ก็แปรไป ราษฎรต่างอพยพหนีหายไปจนหมด สรรพสิ่งที่เคยงดงามก็มลายไปสิ้น เหลือเพียงปราสาท และลมหายใจขององค์หญิงที่ได้รับคำอวยพรให้เป็นอมตะในร่างอ่อนเยาว์ จนกระทั่งบัดนี้ ด้วยกาลเวลาทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างค่อยๆหายไปโดยทิ้งนางไว้เพียงลำพัง

 

ผีเสื้อสีขาวบริสุทธิ์บินผ่านมา เจ้าหญิงยื่นหัตถ์ที่ขาวราวไข่มุกออกไปกลางแสงแดดกล้า เจ้าแมลงตัวน้อยๆที่เหนื่อยอ่อน ทอดขาทั้งหกเกาะที่ปลายหัตถ์เนียนนวล หวังให้เจ้าหญิงนำมันเข้าไปพักในร่ม เจ้าผีเสื้อหลงดีใจ แต่รอแล้วรอเล่ามีอาก็ไม่ได้ทำทีท่าจะนำมันเข้าไปแต่อย่างใด

 

ผีเสื้อบินขึ้นพยายามที่จะเข้าไปใต้ร่มเงาของหอคอยด้วยตนเอง แต่เป็นเพราะเวทมนตร์ที่ร่ายกั้นอาณาเขตไว้แต่ก่อกาลทำให้มันไม่สามารถย่างกรายเข้าไปได้ ปีกของมันต้องกำแพงที่มองไม่เห็นลั่นเป็นเสียงเปรียะๆสร้างความเจ็บปวด

 

เพียงไม่กี่วินาที ปีกบางๆก็เกินกว่าจะรับแสงแดดกล้าไหว เจ้าผีเสื้อกลายเป็นลูกไฟดวงเล็กๆบนปลายมือ มอดไหม้เป็นเถ้าถ่าน และปลิวโปรยไปกับอากาศ บ้างก็สัมผัสกับผืนแผ่นดินแห่งแอสคาโฟลเน่ผสมไปกับฝุ่นแห้งแล้ง

 

สีหน้าและแววตาของเจ้าหญิงมีอาไม่ปรากฏสิ่งใด นางเพียงแต่ปัดไอเถ้าบนปลายหัตถ์ตจนหมดก่อนจะรวบกระโปรงบานยาว เดินหลังกลับเข้าไปข้างในหอคอย

 

เหตุใดกันนะแผ่นดินของข้าจึงได้แห้งแล้งนัก เจ้าหญิงรำพึงก่อนจะเข้านอน เนื่องจากบัดนี้ได้เวลาพักผ่อน ณ ในดินแดนที่ไร้ซึ่งรัตติกาล

----

-------

-----------

ไอหมอกล้อมรอบตัวเจ้าหญิง เสียงของหญิงแก่ดังก้องไปทั่ว องค์หญิงมีอา ท่านมีหัวใจอันแห้งผาก ผืนแผ่นดินของเจ้าจึงได้แตกระแหงและอาทิตย์ค้างฟ้า

 

นั่นใครบังอาจนัก ข้าจะฟ้องท่านพ่อให้ประหารเจ้าซะ เจ้าหญิงมีอาร้องด้วยเสียงกร้าว

เสียงนั้นตอบกลับมา ข้าจะไม่ให้อภัยเจ้าต่อการกระทำนั้น เจ้าจะต้องชดใช้ไอหมอกที่รายรอบหายวับไป องค์หญิงตื่นขึ้นบนที่บรรทมของพระองค์เอง นางร้องถึงพระบิดาที่สิ้นไปนานนับชั่วกัลป์แล้ว

 

 

วันนี้ก็เช่นกัน

เจ้าหญิงมีอา ใช้มีดที่ซ่อนไว้ใต้ที่นอนกรีดลำแขนเป็นลำขนาดพอเหมาะ รอให้เลือดนั้นไหลหยดย้อยแล้วดื่มกินเลือดนั้น

อึกแล้วอึกเล่าๆ

แต่นางก็มิได้ตายลงเพราะความที่อมตะ เจ้าหญิงมีอาเสวยจนริมโอษฐ์กลายเป็นสีแดงจัด

องค์หญิงดำเนินไปที่หน้าต่าง วางแขนลงบนวงกบ แม้ผู้ที่เป็นอมตะจะสามารถรักษาบาดแผลให้หายสนิทเพียงชั่วข้ามคืนแต่ปากแผลใหม่นี้ยังไม่ปิดดี เจ้าหญิงมีอาปล่อยให้เลือดไหลรินเป็นทางโดยไม่แยแส ใจครุ่นคิดถึงความฝันว่านางนั้นต้องชดใช้สิ่งในใดกันแน่ วันนี้นางไม่ได้ทำอะไร มันก็เป็นดังเช่นนี้ทุกวันอยู่แล้ว เป็นร้อยเป็นพัน เป็นหมื่นปีตลอดการเป็นอมตะ แล้วนางยังจะต้องชดใช้สิ่งใดอีก โลกนี้ไร้ความหมายมานานนัก โลกนี้ทิ้งให้นางต้องอยู่เพียงลำพัง โลกนี้มิใช่หรือที่จะต้องชดใช้ให้นาง

 

เจ้าสิชดใช้ให้ข้าาา ชดใช้ให้ข้าาา เจ้าหญิงกรีดร้องขึ้นมาทันทีด้วยความโกรธแค้นจนแทบจะหมดสติ ขณะที่แทบจะขาดใจนั้นก็พลันทอดพระเนตรเห็นรอยแผลที่นางกรีดเอาไว้เองคดโค้งเป็นตัวอักษร

Butterfly

"ผีเสื้ออย่างนั้นหรือ ผีเสื้อแล้วทำไม เจ้าหญิงมีอาขมวดคิ้ว สงสัยจนไม่ได้รู้สึกถึงควาเจ็บปวดที่บาดแผลกำลังบิดเนื้อหนังให้คดโค้ง

ทันใดก็รู้สึกถึงมือที่เหี่ยวย่น ผลักถลาออกจากขอบหน้าต่างก่อนจะโอบรวบทั้งส่งตัวเจ้าหญิงให้ดิ่งตกจากหอคอยสูงลิบ

 

เจ้าหญิงดิ่งลงและดิ่งลง ในที่สุดร่างของนางก็กระแทกกับพื้นดินแข็งท่ามกลางแสงแดดที่แผดเผา เลือดสีแดงเกือบดำสาดกระจาย ซึมลงสู่ดินที่แตกระแหง ผมสีเงินสยายคลุมพื้นดินและใบหน้าอาภรณ์สีชมพูกลีบกุหลาบแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงจัดจ้าน

เป็นครั้งแรกในเวลาหลายพันปีที่แผ่นดินแอสคาได้รับความชุ่มชื้น ไม่ว่าจากสิ่งใดก็ตาม สายลมพัดพาเอาฝุ่นดินที่ยังคงแห้งอยู่ตลบขึ้นมา ฝุ่นดินเหล่านั้นกลายเป็นผีเสื้อสีขาวนับพันๆตัว เข้ามารุมล้อมเจ้าหญิง หญิงชราก้าวเข้ามา นางสวมชุดสีขาวดุจเดียวกับผีเสื้อ

ท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้มด้วยเมฆดำมะเมื่อมหลังจากไม่เคยปรากฏมานานนับพันปี สายฟ้าแลบแปลบปลาบในหมู่เมฆ เจ้าหญิงยังไม่ตายแต่นางก็มองอะไรแทบไม่เห็น ที่ยังเห็นได้ก็มีเพียง ชายผ้าสีขาวที่เคลื่อนเข้ามาใกล้ เจ้าหญิงรู้ทันทีว่าผู้ที่สวมชุดนี้คือคนที่หมายจะสังหารเธอทั้งที่รู้ว่าเธอจะไม่ตาย แต่ต้องพบกับความทรมาน

ไฟแห่งอาฆาต ระอุในใจ นางแค้นพอที่จะจ้วงแทงมนุษย์หรือแม้แต่สัตว์ที่มี 'อาภรณ์สีขาว'หากทำได้

เจ้าหญิงมีอา เป็นเพราะท่านมีหัวใจอันแห้งแล้ง แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์นี้จึงแห้งแล้งนานมาแล้วข้าได้มอบชีวิตอมตะให้กับท่าน แต่ท่านกลับสบถด่าคนทั้งโลก หญิงชราพูด ในขณะที่ดอกกุหลาบสีขาวงอกเงยขึ้นจากผืนดินที่ไม่เคยปลูกอะไรขึ้น

บัดนี้ด้วยคำอวยพรที่สองที่ข้าจะหยิบยื่นให้ท่าน ท่านยังมีชีวิตเป็นอมตะในสวนแห่งนี้ แต่จะถูกจองจำด้วยกุหลาบแดงจนกว่าจะพบเจ้าชายจากแดนไกลมาปลดปล่อย แต่นั่นก็เมื่อท่านได้สำนึกผิดที่ได้กระทำไว้แล้ว

เจ้าหญิงสดับคำนั้นอย่างเคืองแค้นและไม่เข้าใจเลยแม้แต่น้อย สายฝนกระหน่ำลงมาหญิงชราค่อยๆถูกกลืนหายไปในม่านฝน ดอกกุหลาบขาวงอกงามขึ้นมาไม่หยุดนิ่งสลับด้วยเถาวัลย์กุหลาบสีแดงซึ่งค่อยๆแทงยอดขึ้นมาตรงบริเวณรอยเลือดขององค์หญิง

 

ไม่นานเจ้าหญิงก็ถูกพันธนาการโดยสิ้นเชิงภายใต้เถาวัลย์หนามแหลมคมที่แทงลึกในเนื้อ รากของกุหลาบขาวแทงลงในร่างของเจ้าหญิงและดูดกินสารอาหารจนดอกกลายเป็นสีแดง เจ้าหญิงยังคงมีชีวิตแต่มีชีวิตอยู่ในร่างของกุหลาบแดงแผ่กระจายไปทั่วทุ่ง

เวลาผ่านไปนานนัก แผ่นดินแอสคาโฟลเน่ชุ่มชื้นด้วยฝนซึ่งเทลงมาทุกสองถึงสามวัน ชาวเมืองจากแดนไกลเริ่มอพยพเข้ามาหาความชุ่มชื้น แอสคาโฟลเน่กลายเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์และเต็มไปด้วยผู้คนดังเช่นยุคพระบิดาของเจ้าหญิงมีอา

 

แต่ในความศรีวิไลครั้งใหม่ ผู้คนมิได้ล่วงรู้ ถึงเรื่องของเจ้าหญิงมีอา ทุ่งกุหลาบและปราสาทหักพังและถูกป่าลึกครอบคลุม 
มีเพียงนานๆครั้งที่ลูกๆของชายตัดฟืนจะเข้ามาวิ่งเล่น 
แต่ก็ทุกครั้งไปที่จะกลับบ้านไปโดยมีแผลข่วนเกี่ยวจากต้นกุหลาบสีแดงสีแดงเท่านั้น

+*~*+*~*+*~*+*~*+*~*+*~*+*~*+*~*+*~*+*~*+*~*+*~*+*~*+*~*+*~*+*~*+*~*+*~*+*~*+*~*+*~*+

ตำนานรักไร้เหตุผล : กาลครั้งหนึ่งกับเจ้าชายและรักแท้

 

 

ห่างไกลออกไปหลายพันหน่วยระยะทาง

 

เจ้าชายองค์หนึ่งซึ่งเสาะหารักแท้ ดังที่เจ้าชายหลายๆองค์ทำสืบต่อกันมาก่อนจะขึ้นครองราชย์

เวลาผ่านไปหลายปี ตั้งแต่เจ้าชายออกเดินทาง พระองค์ยังมิพบรักแท้

ทั้งขึ้นเนินเขา

ทั้งลงเนินเขา

ใต้ดิน บนฟ้า ในน้ำ

เจ้าหญิงแห่งยอดเนินมิใช่รักแท้

เจ้าหญิงปลายเขามิใช่รักที่ยั่งยืน

เจ้าหญิงแคระ เจ้าหญิงนก เจ้าหญิงนางเงือก ก็ล้วนไม่ใช่รักแท้ของพระองค์

 

เจ้าชายทรุดพระองค์ลงที่ประตูเมืองๆหนึ่ง

 

เมืองนี้ชื่อ บัตเตอร์ฟลาย ไม่มีใครรู้ว่าเหตุใดเมืองที่ชุ่มชื้นอุดมสมบูรณ์ จึงชื่อบัตเตอร์ฟลาย

เจ้าชายใช้ผ้าคลุมสีขาวซับพระพักตร์ที่ชุ่มเหงื่อของพระองค์ แล้วจึงออกเดินทางต่อเข้าไปในเมือง

 

ก็อกๆ

 

เจ้าชายท่านกำลังหารักแท้

หญิงชรากระซิบ และยึดชายผ้าคลุมของเจ้าชายเอาไว้ ราวกับคิดถึงสีขาวสะอาดของเสื้อผ้าตน

ท่านรู้ได้อย่างไร เจ้าชายตรัสถามอย่างประหลาดใจ

ไม่มีอะไรที่ข้าไม่รู้ไม่มีอะไรที่ข้าไม่เห็น หญิงชราเงยหน้าขณะพูดและเผยให้เห็นดวงตาทั้งสองข้างซึ่งเป็นต้อขุ่นมัว แน่นอน ตาสองข้างนั้นบอดสนิท

ถ้าเช่นนั้นท่านคงรู้ว่าคู่แท้ของข้าอยู่ ณ ที่แห่งใด

อาใช่ ข้ารู้คู่แท้มีเพียงหนึ่ง แม้ท่านจะสามารถรักกับคนที่ไม่ใช่คู่แท้ได้จนชีวิตหาไม่ แต่เมื่อหลังจากนั้นแล้วความรักก็จะจืดจาง.หญิงชรากระซิบเบาลงเรื่อยๆด้วยเสียงแหบโหย คู่แท้ก็กำลังรอท่านอยู่

 

ข้าต้องทำอย่างไรเล่าแม่เฒ่า เว้นแต่ท่านจะพาข้าไปพบนาง เจ้าชายวิงวอน ค้อมตัวลงให้สูงเท่ากับหญิงชรา

หญิงชรายื่นนิ้วนิ้วหงิกงอแตะที่จมูกอันคมสันของเจ้าชายอย่างมีข้อแม้

ข้าจะพาเจ้าไปพบแน่ๆ แต่ท่านจะต้องพิสูจน์ความรักที่มีต่อนาง

อย่างไรแม่เฒ่า อย่างไร ข้ายอมทุกอย่าง

เจ้าชายร้อง และคุกเข่าลงอ้อนวอน

หญิงชรายิ้มน้อยๆ

 

ที่ใจกลางป่าด้านตะวันตกมีบ่อน้ำที่ลึกที่สุดในดินแดนแห่งนี้ ที่ก้นบ่อมีหินวิเศษซึ่งซึ่งแก้อาคมได้ทุกอาคม ท่านต้องงมมันมาให้ข้า เพื่อที่ข้าจะใช้มันในการนำทางท่านไปหานาง นางสั่ง

เจ้าชายไม่รอช้า รีบมุ่งหน้าไปยังป่าด้านตะวันตกทันที

ที่ใจกลางป่ามีบ่อน้ำอยู่จริงๆ บ่อนั้นใสจนเห็นก้อนหินวิเศษส่องประกายอยู่ ณ ก้นบึ้ง เจ้าชายใช้หลาวไม้ที่ยาวที่สุดเพื่อหยั่งให้ลงถึงก้นบ่อ แต่ก็ไม่สามารถทำได้ พระองค์จึงตัดสินพระทัย ถอดผ้าคลุมสีขาวออกจากบ่าแล้วดำดิ่งพระองค์ลงสู่ห้วงน้ำสีน้ำเงิน

เจ้าชายดำดิ่งลงไปเนิ่นนานหลายวันด้วยแรงแห่งรักทำให้พระองค์สามารถอยู่ใต้น้ำได้นานเป็นวันโดยลืมเวลา และในตอนบ่ายของวันที่สอง

เสียงกระทบพื้นของไม้เท้าของหญิงชราในชุดซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นสีขาว เข้ามาใกล้เจ้าชายหนุ่ม

 

หญิงชราไม่ว่าอะไรมาก นางใช้ไม้เท้าประจำตัวผ่าหินออกเป็นสองส่วน

ส่วนหนึ่งท่านจงนำไปลับเป็นดาบ อีกส่วนข้าจะเก็บไว้เองผ่านไป 2 วัน

ผิวน้ำแตกเป็นพรายฟอง หินสีน้ำเงินทอประกายในมือซีดขาวก็ลอดคลื่นฟองขึ้นสู่อากาศ เจ้าชายปีนขึ้นมาด้วยความเหนื่อยอ่อน แต่ก็ยังมีแรงพอสวมผ้าคลุมผืนเดิม แล้ว นำหินก้อนไปให้หญิงชรา

 

เจ้าชายเริ่มจากขัดหินกับหินที่ริมน้ำ และแล้วด้วยความพยายามของพระองค์เอง ก้อนหินก็ค่อยๆคมขึ้นเรื่อยๆเวลาผ่านไป 6 วัน

เจ้าชายพยายามหาช่างทำดาบในเมือง แต่ไม่มีใครวสามารถลับหินนั้นได้ เจ้าชายจึงร่อนเร่ไปกลางป่าแล้วลงมือลับหินก้อนนั้นด้วยพระองค์เอง

 

แม่เฒ่าเหตุใดช่างในเมืองจึงไม่สามารถลับหินนี้ได้กันเล่า ทั้งที่พวกเขาก็เก่งกาจศาสตร์นี้กว่าข้ามากนัก เจ้าชายถามขณะที่ยื่นดาบให้หญิงชราพินิจ

 

หญิงชรารับดาบมา มองบาดแผลที่มือของเจ้าชายด้วยสีหน้าพอใจแล้วเอ่ยตอบเบาๆ

ก็ข้าบอกเรอะ ว่าให้ท่านนำมันไปให้ช่างทำดาบ ข้าบอกให้ท่านนำไปลับต่างหาก

เจ้าชายนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ และรักคู่แท้ที่พระองค์ไม่เคยเห็นหน้ามากขึ้นไปอีก

เหน็บดาบของท่านไว้กับสายหนังคาดเอว ยึดผ้าคลุมของท่านให้มั่น ข้าจะพาท่านไปพบคู่แท้ หญิงชราประกาศ

นางพาเจ้าชายลึกเข้าไปในป่าด้านตะวันออก

ลึกเข้าไป..ลึกเข้าไป.

ฝ่าเถาวัลย์และไม้หนาม

ในความมืดครึ้มของป่า มีเพียงแผ่นหลังของหญิงชราเท่านั้นที่เป็นจุดรำไรให้เจ้าชายได้เดินตาม

เวลาดูจะผ่านไปนานนัก เหมือนจะหลายวัน แต่มันก็เป็นเวลาบ่ายคล้อยเท่านั้นเองเมื่อมาถึงทุ่งที่เต็มไปด้วยกุหลาบขาวและแดง ล้อมรอบปราสาทหักพัง

ชักดาบของท่านออกมาเจ้าชาย หญิงชราเอ่ย

ท่านเห็นไหม กุหลาบแดงเหล่านั้น ทั้งหมดนั่นคือคู่แท้ของท่าน แต่ท่านต้องหาคู่แท้ที่สมบูรณ์ที่สุด ท่านจงลงมือเด็ดดอกแรก

เจ้าชายไม่เข้าพระทัยนัก แต่ก็ลงมือเด็ดดอกกุหลาบแดงที่อยู่ใกล้ที่สุด

ทันในนั้น

สิ่งที่เหมือนเลือดก็หลั่งรินออกมาจากก้านดอก ภาพลางๆของหญิงที่มีผมสีเงินและโอษฐ์สีแดงชาดปรากฏลางๆกลางอากาศให้พระองค์ได้เห็น

เจ้าชายหนุ่มถึงกับตะลึงลาน และตกหลุมรัก รูปนั้นในทันที

รอช้าอะไรอยู่เจ้าชาย เด็ดดอกต่อไปไปซี่ หญิงชราเร่งเร้า

เจ้าชายพยักหน้าแล้วเด็ดดอกต่อไปดอกแล้วดอกเล่า เลือดที่ไหลออกมาดูเข้มข้นขึ้นทุกขณะ ภาพของหญิงสาวที่ปรากฏขึ้นมาก็เด่นชัดขึ้นทุกที เจ้าชายเด็ดกุหลาบแดงดอกแล้วดอกเล่า เพียงเพื่อจะได้ยลโฉมเนื้อคู่ เพลิดเพลินจนไม่สังเกตว่าหญิงชราได้จากไปแล้ว

เจ้าชายลงมือฟันกอดอกกุหลาบ แล้วเลือดจากก้านก็สาดใส่พระองค์ จนฉลองพระองค์เกือบกลายเป็นสีแดงทั้งหมด พร้อมกับร่างของเนื้อคู่ที่ผุดขึ้นมานับสิบ

เจ้าชายปฏิบัติอยู่เช่นนี้นานสามวันโดยไม่หยุดพัก แต่ทุกครั้งไปที่รูปของเนื้อคู่ก็สลายไปภายในชั่วอึดใจ ดอกแล้วดอกเล่า ส่งกลิ่นหอมอบอวลชวนวิงเวียนและมอมเมา

และแล้ว ก็เหลือเพียงดอกสุดท้ายในทุ่ง

เจ้าชายหนุ่ม ตระหนักว่านี่คือดอกสุดท้าย และโอกาสสุดท้าย พระองค์ยืนพระหัตถ์แตะต้อง จุมพิตอย่างแผ่วเบาที่ดอกตูม กลีบดอกพลันแผ่บานราวกับแย้มสรวลให้ เจ้าชายค่อยๆลิดก้านด้วยมืออันสั่นเทา

ดอกกุหลาบร่วงลงบนพื้น และร่างของเจ้าหญิงมีอาก็ตกลงในอ้อมกอดของเจ้าชาย นางหลงรักเจ้าชายตั้งแต่ปรากฏเป็นร่างให้เห็นเพียงจางๆ

เขาคือสิ่งที่เปี่ยมค่าทีสุดตลอดชีวิตอมตะนี้ แต่สีขาวบนฉลองพระองค์นั้นทำให้นางรู้สึกบางอย่างขึ้นมาทันที ความรู้สึกที่มุ่งมั่นมานานนับโกฐปี

 

เจ้าหญิงมีอาหยิบดาบของเจ้าชายขึ้นมาอย่างเงียบกริบ และไม่รู้ตัว ดาบสั้นถูกจ้วงลงไปอย่างขาดสติ

 

คราวนี้ฉลองพระองค์ของเจ้าชายไม่ได้เปรอะเลือดจากกุหลาบเพียงอย่างเดียวอีกแล้ว แต่เปรอะเลือดของพระองค์เองด้วย

 

ในที่สุดข้าก็พบเจ้า เจ้าชายกระซิบ อย่างไม่รู้สึกรู้สาต่อความเจ็บปวด

 

ร่างของเจ้าหญิงมีอาสั่นเทิ้ม ตระหนักว่าทำสิ่งใดลงไป อาวุธร้ายกาจหลุดจากมือ

ไม่ไม่ข้า.ข้าทำอะไรลงไป. เจ้าหญิงร่ำไห้ออกมา กอดร่างของเจ้าชายไว้แนบอก

ข้ารักท่านนะ เจ้าชายกระซิบทั้งที่เลือดกบปาก

พระองค์ไม่รู้สึกแม้แต่แค้นเคือง

ก่อนสิ้นลมหายใจ

ก่อนพิรุณจะโปรยปรายลงบนร่างของทั้งสอง พร้อมกับชะล้างวิญญาณให้หลุดลอยไป

 

ในวันรุ่งขึ้น วันที่ 13 ของการหารักแท้ในเมืองบัตเตอร์ฟลายของเจ้าชาย

(งมหินวิเศษ 2 วัน เดินหาช่างทำดาบ 2 วัน ลับดาบเอง 6 วัน

ฟันกุหลาบแดงในท้องทุ่ง จนเหลือดอกสุดท้าย 3 วัน)

 

ท้องทุ่งกุหลาบเปลี่ยนเป็นสีขาว ก่อนจะแปลงเป็นผีเสื้อนับหมื่นจะพากันโบยบินขึ้นสู่ฟากฟ้า พร้อมกับรอยยิ้มของหญิงชรา

+*~*+*~*+*~*+*~*+*~*+*~*+*~*+*~*+*~*+*~*+*~*+*~*+*~*+*~*+*~*+*~*+*~*+*~*+*~*+*~*+*~*+

ปล.เราว่านะ อีหญิงชราน่ะมันโรคจิต !!



edit @ 2005/11/19 19:45:39
edit @ 2006/07/25 18:03:22